น้ำขวด หรือ เครื่องกรองน้ำ

น้ำขวด หรือ เครื่องกรองน้ำ

Share : facebook share line share.png twitter share messenger share

บทความ เครื่องกรองน้ำด่าง (อัลคาไลน์)

น้ำขวด หรือ เครื่องกรองน้ำ



น้ำขวด หรือ เครื่องกรองน้ำ

น้ำ เป็นสิ่งที่จำเป็นมากสำหรับร่างกายมนุษย์ ทุก ๆ วัน คนเราจะต้องดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 8 – 10 แก้ว หรือประมาณ 1 – 1.5 ลิตร และน้ำที่ดื่มก็ควรเป็นน้ำที่สะอาด เครื่องกรองน้ำ จึงเป็นอีก สิ่งที่เราขาดไม่ได้ แต่หลายคนคงมีคำถาม ว่าซื้อน้ำขวดเอาก็ได้นี่ เครื่องกรองน้ำก็ไม่ได้จำเป็นขนาดนั้นรึเปล่า

 

การดื่มน้ำขวด

จำนวนน้ำขวดในที่นี้ เราจะขอคำนวณโดยการอิงจากปริมาณน้ำที่ร่างกายของคนเราต้องการต่อวัน ก็คือประมาณ 1.5 ลิตร หรือ 1 น้ำขวดใหญ่ และน้ำ 1 ขวดใหญ่ จะบรรจุมาเป็นแพ็คมาให้ แพ็คละ 6 ขวด ฉะนั้นเท่ากับว่า 1 สัปดาห์ เราจะต้องน้ำดื่มทั้งหมด 7 ขวดใหญ่ หรือเท่ากับ 365 ขวดต่อปี ส่วนเรื่องราคาน้ำขวด จะขออ้างอิงจากราคาน้ำดื่มตราสิงห์ ที่มีราคาแพ็คแบบ 1.5 ลิตร อยู่ที่ 55 บาท ต่อแพ็ค ซึ่งใน 1 เดือน จะมี 30 – 31 วัน (ยกเว้นเดือนกุมภาพันธ์ ที่มี 28 หรือ 29 วัน เท่านั้น) ก็จะเท่ากับว่าเราจะดื่มน้ำอย่างมากสุด เดือนละ 31 ขวด ซึ่งเท่ากับเดือนละประมาณ 6 แพ็ค สรุปแล้วก็จะเท่ากับว่ามีค่าใช้จ่ายสำหรับน้ำขวด เดือนละประมาณ 330 บาท คิดเป็นรายปี เท่ากับ 3,960 บาท เฉลี่ยเเล้ว ต่อปี เราต้องจ่ายค่าน้ำดื่มลิตรละประมาณ 7.50 บาท ต่อปี

 

การดื่มน้ำจากเรื่องกรองน้ำ

เครื่องกรองน้ำ แบบได้มาตรฐานสากล โดยทั่วไปจะมีราคาอยู่ที่ประมาณ 2 - 3 หมื่นบาทขึ้น และสามารถกรองน้ำสำหรับดื่มได้มากถึง 5,000 ลิตรต่อปี หรือเทียบเท่ากับน้ำขวด 1.5 ลิตร ประมาณ 3,333 ขวด เฉลี่ยแล้วลิตรละไม่ถึง 1 บาท โดยใน 1 – 2 ปี อาจจะต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนไส้กรอง อยู่ที่ประมาณ 4 – 5 พันบาท

เครื่องกรองน้ำสามทารถแบ่งออกได้ 3 ประเภท ดังนี้

1 เครื่องกรองน้ำระบบ RO (Reverse Osmosis)

เครื่องกรองน้ำแบบ Reverse Osmosis หรือที่พนักงานขายมักจะเรียกสั้น ๆ ว่า ระบบ RO คือระบบกรองที่สามารถใช้กรองน้ำประปาเค็มได้ แต่เนื่องจากเป็นเครื่องกรองน้ำความละเอียดสูง เพื่อให้ได้น้ำที่มีความบริสุทธิ์มากที่สุด จึงกรองแร่ธาตุต่าง ๆ ทั้งที่จำเป็นและไม่จำเป็นต่อร่างกายออกไปด้วย เครื่องกรองน้ำชนิดนี้จะราคาไม่ค่อยสูงมาก โดยจะแพงตามลำดับขั้นตอนที่มากน้อยตามจำนวนกระบอกกรองน้ำตั้งแต่ 5 – 6 ขั้นตอน ข้อเสียของเครื่องกรองน้ำชนิดนี้คือ จะกรองแร่ธาตุในน้ำออกมาด้วย น้ำจะบริสุทธิ์จนแทบไม่เหลืออะไรเลย นอกจากนี้ยังจะต้องเปลี่ยนไส้กรองกับทางตัวแทนจำหน่ายของเครื่องกรองอีกด้วย ทำให้การดูแลรักษาค่อนข้างยุ่งยากกว่าเครื่องกรองประเภทอื่น ๆ

 

2 เครื่องกรองน้ำระบบ UV (Ultraviolet)

เครื่องกรองน้ำระบบนี้ จะกรองสิ่งสกปรกและเชื้อโรคด้วยหลอดไฟ UV โดยยังคงเหลือแร่ธาตุที่จำเป็นไว้ให้กับร่างกาย โดยไม่ต้องใช้ไส้กรองจำนวนมาก นอกจากนี้ยังเป็นเครื่องกรองน้ำที่สามารถซื้อไส้กรองเปลี่ยนเองเฉพาะส่วนกรองหยาบได้ง่าย และราคาไส้กรองแต่ละกระบอกก็ไม่ได้สูงมากนัก จึงค่อนข้างง่ายต่อการดูแลรักษา แต่ข้อเสียของเครื่องกรองระบบ UV คือ ต้องมีการต่อไฟฟ้า เพื่อให้หลอด UV ทำงาน หากต่อไฟไว้ตลอดเวลาก็อาจจะไปสิ้นเปลืองในส่วนของค่าไฟได้

 

3 เครื่องกรองน้ำระบบ UF (Ultra Filtration)

เครื่องกรองน้ำ ชนิดนี้จะมีระบบกรองน้ำอยู่ด้วยกัน 4 – 5 ขั้นตอน ซึ่งเป็นเครื่องกรองน้ำที่พัฒนามาจากเครื่องกรองน้ำระบบ UV แต่บางเครื่องบางรุ่นก็จะไม่มีระบบหลอดไฟ UV มาให้ แต่จะเพิ่มไส้กรองที่เรียกว่า ไส้กรองเมมเบรน มาให้แทน ซึ่งง่ายต่อการเปลี่ยนไส้กรองและประหยัดในเรื่องของการดูแลรักษากว่าระบบ RO และ UV นอกจากนี้ขนาดของเครื่องกรองทั้งเซ็ตก็ไม่ใหญ่มาก

 

ข้อดีของการใช้เครื่องกรองน้ำ

  • ติดตั้งครั้งเดียว สามารถใช้ได้นาน
  • ใช้ได้หลายคนในครอบครัว
  • ได้น้ำที่สะอาด และปลอดภัยแน่นอน
  • ช่วยลดขยะพลาสติก

 

ข้อดีของการดื่มน้ำขวด

  • ไม่ยุ่งยากเรื่องเปลี่ยนไส้กรองหรือการดูแลรักษา
  • ไม่ต้องเสียเงินก้อนโตเพื่อซื้อมา
  • เหมาะกับคนที่ไม่ค่อยได้ใช้น้ำในการทำอาหารเท่าไหร่
  • เหมาะกับคนที่อยู่คนเดียว (ในกรณีที่ดื่มจากขวดเลย)

 

อ่านบทความเพิ่มเติม

เครื่องกรองน้ำ ตัวช่วยที่จะทำให้คุณได้น้ำที่สะอาด

อย่าทำสิ่งเหล่านี้ ถ้าไม่อยากเปลี่ยน เครื่องกรองน้ำ


บทความที่น่าสนใจ

เครื่องกรองน้ำ มีกี่ประเภทกันนะ?

แก้ไขปัญหาน้ำกร่อยด้วยเครื่องกรองน้ำ